Thursday, October 12, 2006

ปั้น "พระนักเทศน์" ตะเวนสอนคนทำดี

ปั้น ‘พระนักเทศน์’ ใช้ ‘สาลิกาป้อนเหยื่อ’ ตระเวนสอนคนทำดี
ตวงศักดิ์ ชื่นสินธุ


"ประเทศไทยยุค 2006 คนไทยเมินคำสอนของพระพุทธองค์ ที่จะมุ่งไปสู่การพ้นทุกข์ พระศาสนาใกล้เสื่อม เยาวชนถูกสิ่งมอมเมาล่อหลอกให้หลงไปในกระแสโลกาภิวัตน์"
พระราชปฏิภาณมุนี (บุญมา อาคมปุญโญ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ในฐานะประธานโครงการเผยแพร่ ปรารภอย่างเป็นห่วงเป็นใยในอนาคตของประเทศไทย
เมื่อมองมาที่สถาบันศาสนา ซึ่งเป็นองค์กรสำคัญในการอบรมสั่งสอนคนให้เป็นคน เป็นแหล่งผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพให้กับสังคมนับแต่อดีต ก็ไม่เข็มแข็งเท่าแต่ก่อนเก่า
"พระภิกษุ สามเณร ผู้ที่สืบทอดศาสนาโดยตรง 3 แสนกว่ารูป มีภิกษุที่สืบทอดศาสนาได้ตรงและเข้าใจง่ายอยู่น้อยจนน่าเป็นห่วง"
วัดประยุรวงศาวาสถือว่านี่เป็นหน้าที่หนึ่งของวัด ซึ่งได้ให้ความสำคัญในด้านการส่งเสริมการศึกษาและได้ทำหน้าที่นี้มาตลอดกว่า 100 ปีที่ผ่านมา เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป จึงตื่นตัวในการจัดให้มีการอบรมพระภิกษุสงฆ์ให้เป็นพระนักเทศน์
"อาตมามองว่าสังคมไม่ได้รู้สิ่งที่ควรรู้เลย และทิศทางการสร้างนิสัยที่ดีให้กับเยาวชนอ่อนแอลงไปมาก อาตมาต้องการให้ *พูดเสียงดัง* ในเรื่องของการเสริมสร้างนิสัย เช่น เสริมสร้างให้คนรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เสริมสร้างให้คนมีอัธยาศัยดี มีจิตใจโน้มเอียงไปในทางที่รักสงบ ไม่เบียดเบียนใคร เสริมสร้างให้คนรู้จักประหยัด"
ขณะเดียวกันจำนวนพระผู้ทำหน้าที่เผยแผ่ธรรมะ หรือ "พระนักเทศน์" ในปัจจุบันมีไม่เพียงพอ ด้วยความที่วัดประยุรวงศาวาสนั้นเป็นที่เลื่องลือในเรื่องการเทศน์แบบ "สาลิกาป้อนเหยื่อ" มาตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์
พระราชปฏิภาณมุนีเล่าว่า ผู้ที่คิดค้นหลักการเทศน์แบบสาลิกาป้อนเหยื่อ ก็คือ "พระพุทธโฆษาจารย์ (จี่)" เจ้าอาวาสรูปที่ 1 ของวัดประยุรวงศาวาส
ท่านได้รับการยอมรับว่ามีโวหารดี ลีลาอย่างสาลิกาป้อนเหยื่อ มีคนนิยมกันมาก ชื่อเสียงโด่งดังกระทั่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตั้งเป็นพระราชาคณะชั้นผู้ใหญ่ ทั้งโปรดฯให้เป็นเจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสในเวลาต่อมา คือ พ.ศ.2375
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (จี่) มรณภาพในรัชกาลที่ 5 เมื่อ พ.ศ.2416 สิริอายุได้ 81 ปี ครานั้นสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ได้ทรงนิพนธ์โคลงว่าด้วยมรณภาพของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (จี่) ไว้ว่า
สมเด็จพระพุทธเจ้า, เจ้า นักเทศน์วิเศษเหลืออาสาฬหะแรมเมื่อ ถึงพิราลัยทิ้ง คณะเหนือ เพราะพริ้ง สามค่ำ ร่างไว้ไปศูนย์
ปัจจุบันยังคงมีการสืบทอดการเทศน์แบบสาลิกาป้อนเหยื่อต่อๆ กันมา จนถึงสมัยพระธรรมโกศาจารย์ เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน โดยจัดให้มีการพระนักเทศน์จะมีขึ้นทุกปี ปีละ 1 รุ่น รุ่นละ 300 รูป จนถึงวันนี้ได้ดำเนินการมาถึงรุ่นที่ 14 แล้ว
การจัดให้มีการอบรมพระนักเทศน์นั้น ส่วนหนึ่งเพื่อให้พระผู้ผ่านการอบรมนั้นนำธรรมะไปเทศนาประชาชนให้ผู้ฟังซึมซาบในรสพระธรรมและนำไปปฏิบัติตาม อีกส่วนหนึ่งคือนำกลวิธีการเทศน์ที่ได้รับการอบรมมาไปสอนพระชั้นผู้น้อยต่ออีกทอดหนึ่ง
ตัวอย่างเช่น พระนักเทศน์ในกรุงเทพฯ ซึ่งหลังจากผ่านการอบรมแล้ว ได้นำผลที่รับการอบรมไปสอนต่อญาติโยมทุกวันอาทิตย์ ทำให้ทุกวันนี้วัดในกรุงเทพฯ รวมทั้งโรงเรียนที่อยู่ในวัดต่างก็มีพระนักเทศน์ไปให้การอบรมสั่งสอนกับนักเรียนและผู้ที่ฝักใฝ่ในพุทธศาสนา
ที่สำคัญคือ พระนักเทศน์เหล่านี้ยังได้กระจายความคิด ความรู้ให้กับพระที่ยังไม่รู้จักแนวทางการเทศน์ และต้องการที่จะมาอบรมต่อได้อีกทอดหนึ่ง
สำหรับหลักการของการเทศน์แบบ "สาลิกาป้อนเหยื่อ" นั้น พระราชปฏิภาณมุนี อธิบายว่า จะต้องมี "ลีลาสวย รวยสาระ และธรรมะดี"
กล่าวคือ พระที่เทศน์ต้องมี "ลีลาสวย" ในเรื่องกิริยามารยาททุกอย่างต้องสวย "รวยสาระ" คือต้องมีเกร็ดสาระต่างๆ ให้ผู้ฟังได้รู้ตามทันโลก "ธรรมะดี" ต้องมีหลักมีที่ไปมีที่มาไม่ใช่ว่ากันเรื่อยๆ เปื่อยๆ ในพระไตรปิฎกมีอย่างไร ต้องว่าอย่างนั้น แล้วก็มีธรรมะดี มีนิทานตัวอย่างฟังง่ายสบายหู ไม่เสียดสีคนฟัง เอาตัวละครมาว่ากัน
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (จี่ อินฺทสรมหาเถร)
กระนั้นใช่ว่าพระทุกรูปจะสามารถเข้ารับการอบรมได้ในทันที จะต้องมีการผ่านการอบรมหลักจรรยาของนักเทศน์ก่อน โดยมีการกำหนดคุณสมบัติเบื้องต้นของพระที่จะรับการอบรมว่าจะต้องจบนักธรรมชั้นเอก มีพรรษา 5 และเข้ามาอบรม 3 เดือนทุกวันพระ
จนถึงปัจจุบันแม้ว่าจะมีพระนักเทศน์เข้ารับการอบรมไปแล้วกว่า 300 รูป ก็ยังไม่เพียงพอ
"ตอนนี้มีโรงเรียนวิถีพุทธทั่วประเทศติดต่อมาให้จัดหาพระนักเทศน์ ส่งไปตามวัดต่างๆ ที่ไม่มีพระนักเทศน์ ขณะเดียวกันก็มีพระจากต่างจังหวัด เช่น ลำพูน กาฬสินธ์ นครปฐม นนทบุรี สมุทรสาคร ฯลฯ เข้ามารับการอบรมอยู่ตลอดเวลา"
ฉะนั้นพระที่ได้รับการถ่ายทอดจากพระนักเทศน์แล้ว ถ้าความรู้ความสามารถยังไม่ชำนาญ พระราชปฏิภาณมุนีว่าสามารถมาอบรมต่อที่วัดประยุรวงศวาสได้ โดยทางวัดจะจัดเตรียมที่ทางให้พัก ทั้งมีการถวายภัตตาหารให้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด
"งบประมาณที่นำมาใช้เพื่อดำเนินการโครงการนี้เมื่อก่อนจะได้รับบริจาคจากญาติโยมที่มีจิตศรัทธาเห็นความสำคัญของการอบรมเทศนาและอยากจะสนับสนุนโครงการ ส่วนในปีนี้ได้รับความอนุเคราะห์จาก นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ รองนายกรัฐมนตรี ผ่านทางสำนักพระพุทธศาสนา ประมาณ 700,000 บาท โดยยังจะสนับสนุนงบประมาณต่อเนื่องด้วย"
ส่วนญาติโยมผู้มีจิตศรัทธาต้องการร่วมบริจาคให้กับพระนักเทศน์ ยังสามารถบริจาคมาได้ตลอดที่ วัดประยุรวงศวาสวรวิหาร หรือติดต่อพระราชปฏิภาณมุนี โทร.0-2465-0793
"อาตมาเองอยากจะประกาศผ่านสื่อมวลชน เพื่อให้ภิกษุ สามเณร ประชาชน ได้รับทราบว่าในขณะนี้มีการฝึกอบรมพระนักเทศน์ขึ้นมาแล้ว
เพราะในเพศบรรพชิตนั้น จุดสูงสุดของการมาบวชพระต้องรู้จักสอนประชาชน เหมือนครูซึ่งต้องมีหน้าที่สอนนักเรียน เพื่อให้คนเหล่านั้นรู้จักอายความชั่ว-กลัวความบาป ให้ประชาชนได้มีศีลธรรมอันดี มีความคิดเห็นที่ถูกต้อง"
ด้วยความหวังว่าในอนาคตหลังจากพระนักเทศน์ที่ผ่านการอบรมจากที่นี่ไปแล้ว และได้ไปสอนพระรูปอื่นๆ ในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ จะทำให้มีพระนักเทศน์ใหม่ๆ เกิดขึ้นต่อเนื่องกัน เพื่อช่วยกันเผยแผ่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา
จริงอยู่ที่คำสั่งสอนของพระพุทธองค์แม้ว่าจะมีบันทึกอยู่ในพระไตรปิฎกไว้ครบถ้วน แต่เป็นเรื่องยากสำหรับยุคปัจจุบันที่จะศึกษาให้ละเอียดและปฏิบัติได้ตามที่คาดหวัง เพราะมีเวลาเป็นเครื่องกำหนด อีกทั้งยังต้องดิ้นรนหาเลี้ยงชีพในยุคของข้าวยากหมากแพง
พระนักเทศน์จึงมีความสำคัญอย่างมากที่จะช่วยให้มนุษย์ที่ยังไม่พ้นวัฏสงสาร รอให้พระมาโปรดให้มนุษย์เหล่านั้นพ้นทุกข์ แม้เพียงเศษเสี้ยวของพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ ก็เพียงพอแล้ว
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (จี่ อินฺทสรมหาเถร)
เป็นชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เกิดเมื่อ พ.ศ.2336 ในสมัยรัชกาลที่ 1 บวชอยู่วัดราชบุรณะได้เข้าแปลพระปริยัติธรรมสอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค เป็นพระธรรมกถึกเทศนาโวหารดี "ลีลาอย่างสาลิกาป้อนเหยื่อ" มีคนนิยมมาก
ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะที่ พระอมรโมลี เมื่อ พ.ศ.2365 ในสมัยรัชกาลที่ 2
พ.ศ.2375 ในรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตั้งเป็นพระราชาคณะชั้นผู้ใหญ่ที่ พระเทพโมลี ตรีปิฏกธรามหาธรรมกถึกคณฤศร บวรสังฆาราม คามวาลี นับเป็นครั้งแรกที่โปรดให้เติมคำว่า "มหากรรมกถึก" ซึ่งในปีเดียวกันโปรดให้ไปเป็นเจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส
ท่านได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ตามลำดับจากพระธรรมไตรโลกาจารย์ เป็นพระพิมลธรรม และสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (จี่) มรณภาพในรัชกาลที่ 5 เมื่อ พ.ศ.2416 อายุได้ 81 ปี เป็นเจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส นานที่สุดถึง 41 ปี
ที่มา : นสพ.มติชน 16 ส.ค.49

No comments: